วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

สัมผัสที่ 6 (six sense) สัมผัสธรรมดาที่ไม่ธรรมดา


สัมผัสที่ 6 (six sense) ฟังดูเหมือนไม่ธรรมดา ใครมีซิกเซ็นส์เขาถือว่าคนนั้นมีความสามารถพิเศษไม่ธรรมดาเลย แต่ความเป็นจริงแล้ว สัมผัสที่ 6 ก็คือ อายตนะที่ 6 คือใจที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ เรียกว่า ธรรมารมณ์ อายตนะ แปลว่า เครื่องสืบต่อ มีอยู่ทั้งหมด 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจนี่เอง
ในการเจริญสติ เราต้องรอบรู้ในกองสังขารที่มาจากการสัมผัสทั้ง 6 ช่องทางนี้ให้ละเอียดรอบด้าน กิเลสความหลงความปรุงแต่งไปในอดีต ในอนาคต สุขทุกข์ ล้วนมีจุดก่อกำเนิดเกิดเป็นอัตตาตัวตนมาจากการหลงไม่รู้เท่าทันในการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางกายและทางใจนี้ทั้งสิ้น จึงมีคำกล่าวว่า หากไม่รู้จักทุกข์จะวางทุกข์ได้อย่างไร หากไม่รู้จักสังขาร (ความปรุงแต่ง) จะวางสังขารได้อย่างไร

หากจะตั้งหน้าตั้งตาวางอย่างเดียว อะไรเกิดขึ้น เกิดดับอย่างไรไม่รู้จักต้นตอของการเกิดการดับของกิเลสความอยากเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นการวางที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างสูงเราละจากโลกนี้ไป เราก็ไปได้แค่พรหมโลกเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะว่า เรายังหลงอยู่ เรายังไม่เข้าใจว่าเขาเกิดเขาดับขึ้นมาให้เราวางได้อย่างไร เรามาวางกันที่ผลที่ปลายเหตุ ยังไม่รู้จักสมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าทรงตรัสเหตุ และความดับไปแห่งเหตุแห่งธรรมนั้น นั้นหมายความว่า เราต้องรู้ที่ต้นตอและดับเหตุแห่งทุกข์ที่ต้นตอนั้นจึงจะดำเนินสู่หนทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ได้อย่างแท้จริง

อายตนะที่ 6 แท้จริงแล้วมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะความที่มันเป็นของที่ละเอียดมากเป็นนามธรรมนั้นเอง การจะรู้จักหน้าที่การทำงานของเขาอย่างแท้จริง จึงต้องอาศัยความสงบ มีสติสัมปชัญญะที่ต่อเนื่องและการรู้จักสังเกตจึงจะรับรู้และเข้าใจในหน้าที่ของเขาได้ นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักฝึกสติสัมปชัญญะ หรือฝึกความรู้สึกตัวที่ต่อเนื่องขึ้นมา อาศัยความตั้งมั่นจากความต่อเนื่องตรงนั้น ความจำสภาวะได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น เราจึงจะได้เห็นได้สัมผัสสภาพที่เป็นธรรมารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากเดิมนั้นได้อย่างชัดเจน การรับรู้ตรงนี้จึงกลายเป็นเรื่องปกติของผู้ฝึกเจริญสติสร้างความรู้สึกตัวจนชำนิชำนาญและรู้จักการสังเกตได้ดีแล้วนั่นเอง

สรุปแล้ว สัมผัสที่ 6 ของเราทุกคนเขาทำงานของเขาอยู่ตลอดเวลาเป็นปกตินั่นแหละ เราเองต่างหากที่ไม่มีสติสัมปชัญญะพอที่จะไปรู้สึกรับรู้ตรงนั้นเองต่างหาก เราไม่ปกติเอง เพราะจิตเราไม่ตั้งมั่น สติเราไม่ต่อเนื่องพอ เราขาดการสังเกต ขาดการน้อมเข้ามาดูกายดูใจของตนเอง เรามีแต่หลงส่งจิตออกนอก หลงความคิดความปรุงแต่ง จินตนาการไปต่าง ๆ นานา ไม่มีเวลาให้กับจิตกับใจตัวเองจริง ๆ เลยสักที จนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว แล้วเราก็กลับไปมองคนที่เขามีสติสัมปชัญญะ สามารถสัมผัสรับรู้ธรรมารมณ์เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปกติว่า เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ ไม่ธรรมดา หรือเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดานั่นเอง

57 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

บางครั้งการคาดเดา(การทำนาย)แล้วเผอิญตรง แม่น
ถือว่าเรามี six sence หรือไม่คะ? เพราะเมื่อก่อนเคยทำนายเพื่อนๆด้วย ไพ่ แล้วแม่นตรงหลายคน เพื่อนๆบอกเราดูแม่นมาก แต่ทำสนุกๆไม่ได้จริงจัง
หรือบางครั้งเรารู้สึกแปลกๆสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเผอิญเกิดจริงๆ แสดงว่าเรามีสัมผัสที่ 6 ใช่ไม๊คะ?
บางครั้งก็ งงๆ เฮ้ย ทำไมเป็นจริง(วะ)ขอโทษค่ะที่ใช้คำไม่สุภาพ
จากคนที่ธรรมดาในโลกมนุษย์

Tboon กล่าวว่า...

เรื่องของ six sense หรือสัมผัสที่ 6 เป็นเรื่องของการทำหน้าที่รับสัมผัสตามธรรมชาติของจิต อาศัยการมีสติต่อเนื่อง มีความสงบภายในพอจึงจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในได้ชัดเจน เหมือนการรู้ร้อนรู้หนาวที่กายนี่เอง ต่างจาก sense ในเรื่องของการทำนายทายทัก ลางสังหรณ์ต่าง ๆ ตรงนั้นไม่ใช่การสัมผัส แต่เป็นความรู้แขนงหนึ่ง อาจจะใช้อำนาจของสมาธิ หรืออำนาจของสิ่งลี้ลับที่เรียกว่า เทพนิมิตก็ได้ หรือจะเป็นเรื่องของไสยศาสตร์เวทมนต์อะไรในทำนองนั้น เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ต้องมีการร่ำเรียนเอา ไม่ใช่การมีอยู่เองโดยธรรมชาติตามหน้าที่ดังที่กล่าวมา ศาสตร์พวกนี้บางคนก็ทำได้เลย ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนาที่มีมาแต่เก่าก่อน หรือจะเรียกว่า พรสวรรค์ก็ไม่ผิดอะไร แต่จริง ๆ เป็นของเก่าที่ตัวเองเคยศึกษามาแล้วทั้งนั้นครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ถ้ามีสำผัสที่ 6 แล้วจะฝึกมันอย่างไรคะ

Tboon กล่าวว่า...

บุญฤทธิ์ย่อมประเสริฐกว่าอิทธิฤทธิ์

ถ้าเราตั้งใจทำให้เกิดอย่างนั้น ในที่สุดมันจะกลายเป็นกิเลสกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้

สู้เราฝึกลด ฝึกละกิเลส ละความอยากทำอะไรตามใจตัวเอง ตามความเคยชินให้มาก ๆ ดีกว่า ทวนกระแสมันเสียบ้าง เช่น อยากคิดอะไรก็คิด คิดโน่นคิดนี่ไม่รู้จัก ไม่รู้จักห้ามความคิดเสียบ้างเลย วัน ๆ เรามัวแต่ปล่อยใจล่องลอยไปความคิดท่าเดียว อย่างนั้นก็เท่ากับเราให้อาหารกิเลสอยู่ตลอดเวลา จิตของเราย่อมไม่มีวันมีกำลังที่จะต้านกิเลส ต้านทานความเคยตัวเคยชินพวกนั้นไปได้เลย

เราจมอยู่ในวัฏฏสงสารนี้มานานนักหนาแล้ว จมอยู่กับกองกิเลสมามิรู้เท่าไหร่ ในหัวสมองของเราก็อุดมไปด้วยกิเลสทั้งสิ้น เคยชินอยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด ทำอย่างไรเราถึงจะพ้นไปจากกิเลสได้นั้นแหละสำคัญ ทางเดียวคือ ทวนกระแส อย่าคิดอย่างที่กิเลสมันพาคิด นั่นแหละทางรอดของพวกเรา...

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

บางครั้งการที่คนเรารับรู้หรือสัมผัส ถึงเหตุการณ์หรือ
ความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้

มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป เพราะเมื่อเรารู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับคนๆหนึ่ง เมื่อเราพยายามที่จะบอกเขา แต่เขาก็ไม่เชื่อ ตัวเราก็จะเกิดความกังวลว่าจะช่วยเขาได้ยังไร
(บางครั้งจำเป็นที่จะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่พูด)

การเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดนั้น ตัวเองก็ไม่ได้มองเหฺ็นบ่อยนักหรอก
(นอกเสียจากคนๆนั้นเป็นคนที่เราต้องการจะเห็น)

ส่วนใหญ่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มักจะเป็นในเรื่องของการสัมผัสความนึกคิด,ความรู้สึกของอีกฝ่านหนึ่งได้
โดยรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร,ทำอะไรอยู่หรือจะพูดอะไรออกมา จนเกิดคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า "ทำไมเรารู้" ซึ่งบางครั้งเราเองก็ไม่อยากรู้ บางครั้งตัวเองอยากรับรู้มาก แต่กลับไม่รู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว..


"เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
อยากรู้ว่าคืออะไร..?

Tboon กล่าวว่า...

เมื่อจิตนิ่งจิตว่างนั่นแหละ จึงสัมผัสได้ ถ้าจิตไม่นิ่ง จิตไม่ว่าง ก็ไม่สามารถสัมผัสได้ จิตนิ่งคืออะไร จิตนิ่งก็คือจิตไม่เกิด ไม่แกว่งไปตามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและธรรมารมณ์ มีความปกติคือเข้าถึงความเป็นปัจจุบันธรรมอยู่ ส่วนจิตว่างคือจิตว่างจากความปรุงแต่ง เมื่อจิตมีความนิ่งความว่างพอ ย่อมอาจสามารถรู้เห็นในสิ่งที่บุคคลอื่นรู้ตามเห็นตามได้ยากได้

แต่ความสำคัญที่แท้จริงคือ การรู้จักใช้ประโยชน์จากความนิ่งความว่างนั้นในการค้นหาตัวเอง หาใจตัวเองให้เจอก่อน และทำความเข้าใจกับจิตใจของตนเองนั้นให้มากให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทุกข์ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเชื้อเป็นต้นเหตุให้เกิด โดยเฉพาะทุกข์ทางใจและทางความคิด หมั่นสังเกต แยกแยะและทำความเข้าใจตามความเป็นจริงให้ได้ อย่าปล่อยโอกาสปล่อยเวลาทิ้งไปฟรี ๆ และอย่ามัวหลงปล่อยให้ความปรุงแต่งเข้ามาหลอกลวงให้หลงคิดหลงปรุงแต่งจนเป็นเรื่องเป็นราวได้ง่ายๆ พิจารณาศึกษาให้เห็นอาการของความทุกข์เหล่านั้นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นจริงย่อมเข้าใจจริง เมื่อเข้าใจจริงย่อมรู้วิธีการดับทุกข์ได้จริง และสามารถปล่อยวางได้ตามลำดับเอง ปัญญาความเข้าใจจะเป็นแสงสว่างส่องนำทางให้เราก้าวเดินต่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางได้

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีค่ะ

ดิฉันก็เป็นคนเห็นผี (บางที) ถ้าสวดมนต์หรือนั่งสมาธิไม่ครบ ถ้าปฎิบัตรครบ จะรับรู้ความรู้สึก หรือความคิดของคนอื่นได้

ไปทำบุญก็เห็นวิญญาณในขณะที่หลับไปเพียงครู่เดียว ก็ชินแล้วไม่ตกใจ ได้แค่แผ่เมตตาให้

พอตกกลางคืนกลับบ้าน สวดมนต์และแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทั้งหมดที่ไปทำมา ก็เห็นคนชุดขาว มากมายเดินขึ้นบันไดเป็นขบวนทีเดียวค่ะ

แบบนี้เป็นอะไรค่ะ เรียกว่ามี six sense ได้ไหมค่ะ ?

Tboon กล่าวว่า...

ความเป็นทิพย์ของจิตจะเกิดขึ้นได้เมื่อ จิต สติ และความคิด มีความสำรวมลงมากพอต่อการที่จะรับรู้หรือสัมผัสในส่วนที่ละเอียดได้ ธรรมดาความคิดของคนเรามักจะวิ่งวุ่นครุ่นคิดไปไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องโน้นบ้างเรื่องนี้บ้าง ห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ตลอดเวลา ตัวจิตเองก็ยังเกิดยังส่งออกไปภายนอก ส่งออกตามความคิดไปอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุดเช่นกัน ทำให้จิตไม่สงบไม่ตั้งมั่นพอ โอกาสในการสัมผัสรับรู้ตรงนี้จึงไม่ชัดเจน ถ้าเรากลับมาหมั่นสวดมนต์บ้าง เจริญสมาธิบ้าง เจริญสติ กระทำให้ต่อเนื่อง สัมผัสที่ 6 ตรงนี้จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ๆ

ในความเห็นส่วนตัว คนที่สามารถสัมผัสรับรู้เรื่องพวกนี้ได้เร็วได้ไว แสดงว่า ของเก่าเขามี คือเขาเคยฝึก เคยมีการสังเกตสัมผัสตรงนี้มาบ้างแล้ว จะชาตินี้หรือชาติไหน ๆ ก็ตาม ต้องผ่านมาบ้างแล้ว นิสัยเก่ามันมีอยู่ พออะไรมาสะกิดสักนิดหน่อย หรือจิตสงบลงหน่อย ก็รับรู้และจดจำได้ง่ายได้เร็วได้ไว ของพวกนี้จริง ๆ มันกระทบสัมผัสกับกายกับจิตของเราอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะสังเกตทันหรือไม่เท่านั้นเอง...

กุหลาบดำ กล่าวว่า...

ฉันมีความรู้สึกแปลกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเช่น ฝันที่เหมือนจริงและเกิดเป็นจริงขึ้นเหมือนที่ฉันฝันเลย และเรื่องวิญญาณฉันก้อเจอมาแยะมาก แต่ไม่ค่อยกล้าเล่าให้ใครฟังเพราะบางคนหาว่าฉันบ้าบ้างบางคนก้อหาว่าคิดไปเองบ้าง ตอนแรกฉันเป็นคนที่กลัวผีมากแต่พอเจอจริงๆเห็นจริงๆสัมผัสมากับตัวเองจริงๆก้อแปลกใจว่าฉันเห็นคนเดียหรือเปล่า บางทีก้อนั่งคุยกับเขาโดยไม่รู้ว่าเขามีตัวตนเขามีแค่วิญญาณ พอเพิ่งมารู้ก้อตกใจเหมือนกัน

กุหลาบดำ กล่าวว่า...

ฉันอยากรู้ว่า สัมผัสที่ 6 เกิดมาจากอะไร แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วย

กรน่ารัก กล่าวว่า...

สัมผัสที่6
สิ่งที่ไม่ควรรู้ แต่กลับรู้
เรื่องนี้เกิดจากเรื่องจริงของผม สิ่งที่ไม่ควรรู้ แต่ผมกลับรู้ หลายคนในโลกนี้
คิดว่าตัวเองเก่ง กล้า ไม่กลัวอะไร อยากลอง อยากรู้ อยากเสี่ยง อยากท้าทาย
แต่สำหรับผม ไม่อยากรู้ไรเลย แต่ผมกลับรู้มัน มีบางสิ่งบางอย่างคอยดูแลผม
ผมรู้ว่ามันคืออะไร นั่นก็คือสิ่งที่มองไม่เห็น หมอดู หรือ หมอทำนาย มันก็..
มี 2 อย่างล่ะนะ มันดู/หมอเดา มันของคู่กันอยู่แล้ว คุณเชื่อเรื่องวิญญาณมั๊ย(ผี)
บางคนเชื่อเรื่องผี กลัวผี แต่เคยเห็นผีมั๊ยล่ะ ว่ามันเป็นยังไง บางคนไม่เคยเห็นเลย
แต่กลับพูดว่าตัวเองเคยเห็นแบบนั้น แบบนี้ น่ากลัวมาก บางคนก็ว่าถ่ายภาพติดวิญญาณ
บ้าง ก็มี บางคนอยากเห็น แต่ก็กลัว อย่าอยากรู้ อยากเห็น อยากลองแล้วกัน
คนเราพอเวลาที่ตายไปแล้ว ร่างกายก็เคลื่อนไหวไม่ได้ สิ่งที่เหลือไว้ก็คือวิญญาณ
วิญญาณคืออะไรหรอ คือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือพลังงานที่เราไม่สามารถจับต้องได้
ในเชิงทางวิทยาศาสตร์ เพราะบทสรุปของวิทยาศาสตร์ก็คือ ผีไม่มีจริงที่มีจริง
ก็คือวิญญาณ สิ่งที่เกิดกับผมก็คือ ผมมีลางสังหรณ์ หรือสิ่งที่รู้สึกล่วงหน้า
แต่ผมอยากให้ทุกคนที่อ่านรู้ไว้ว่า ถ้าคุณเป็นอย่างผมเชื่อเถอะ อย่าบอกใคร
หรือเล่าให้ใครฟัง ถ้าเล่าให้คนอื่นฟัง ผลที่จะตามมาก็คือ เขาว่าผมบ้า-เมา-พูดเรื่อยเปลื่อย
ไรสาระ เล่นยาบ้างก็มี แต่ผมคือความจริง บางครั้งผมก็คิดนะ ว่าไม่ควรบอกเขาเลย
แต่ยังไงล่ะ คนมันรู้สึกน่ะ โหไม่น่าเลยเรา เล่ามาแล้วยังเซ็งอยู่นะ
บางครั้งบางที ผมก็คิดนะ ไม่อยากรู้สึกได้แบบนี้เลย อดบอกเค้าไม่ได้
เหมือนที่ผมบอกแฟนผมไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ผมรู้อยู่ ถ้าผมบอกไปอะไรจะตามมา
ผมบอกแฟนผมว่า อย่าบอกใครเรื่องพี่รู้นะ ที่ผมบอกเพราะเขาถาม ถ้าผมไม่บอก
เขาก็ว่า ไม่สบายใจน่ะ ก็เลยจำเป็นต้องบอก ผมก็ได้แต่คิดละว่า อะไรจะเกิด
มันก็ต้องเกิด เราเองที่กำหนดชะตาชีวิตของเรา อย่าอยากรู้เถอะครับ
ผมก็จะสบาย คุณก็จะหลับฝันดี ผมรู้คุณอ่านแล้วคุณต้องคิด ไม่เป็นไร
วันหน้าคุณจะหลับฝันดีเอง แล้วคุณจะลืม สิ่งที่คุณคิด
เชื่อในสิ่งที่เห็น แล้วคุณจะเห็นในสิ่งที่เชื่อ ชีวิตจะสบายรุ่งโรจน์ ร่ำรวย ฝันดี

tiwagon 608 กล่าวว่า...

ผมเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ก็อยากเจอ แต่ทั้งๆๆที่รู้ว่ากลัว ผมจะเป็นคนที่ถ้าเกิตโกหกใครว่าทำอะไรหาย สิ่งที่ผมพูดออกไปมันจะเป็นจริง วันหนึ่ง เพื่อนนั่งโม้กันเลยเรื่อยเปื่อยแล้วผมไม่มีอะไรจะพูดกับเพื่อน แล้วโกหกไปว่าทำตังหาย ทั้งๆๆที่รู้ว่าไม่ได้หาย แต่พอผ่านไป ควักตังออกมาจากถุงกางเกงกลับหายจริงๆๆเป็นแบบนี้มาหายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะโกหกอะไรก็ชั่ง ของสิ่งนั้นมันจะหายไป ตอนแรกก็คิดว่าบังเอิญแต่พอเกิดขึ้นบ่อยๆๆก็เริ่มแปลกใจ แล้วพอรู้ว่าถ้าพูดอะไรออกไปกลัวมันจะเป็นจริงผมก็เลยไม่เคยโกหกอะไรอีกเลย เพราะมันจะเป็นเรื่อง ล่วงหน้าที่เกิดขึ้นเสมอ

Tboon กล่าวว่า...

เป็นคนโชคดี ที่มีคนมาสอนให้เราเลิกโกหกได้ บุญรักษานะ
กลัวผีมาก แต่ก็อยากเจอ อันนี้สองเด้งเลย คือ
กลัว นี่ก็จิตเกิดอันหนึ่งแล้ว
อยากเจอ อันนี้ก็คือจิตเกิดอีกอันหนึ่ง รวมเป็นสอง สองเด้ง
กำลังจิตมันยังไม่กล้าแข็ง มันก็หวั่นไหวไปเป็นธรรมดา
บางทีเราก็มองกันแต่เรื่องของความกลัวที่ทำให้จิตหวั่นไหว
แต่ที่จริงของไม่น่ากลัว เช่น ของรักของหวง ของสวยของงาม นี่ก็ทำให้จิตเกิดหวั่นไหวได้เหมือนกัน
ถ้าเรารู้จักฝึกสติ สร้างกำลังจิต รู้จักการควบคุม การละ รู้จักการทำความเข้าใจ หาเหตุหารผลจนคลายความหลงได้
จะงามหรือจะน่ากลัว เราก็ดูแลไม่ให้มันออกอาละวาด หรือเกิดปั่นป่วนในหัวใจเราได้นะ

Tboon กล่าวว่า...

อือ...มันก็มีอยู่จริงนั่นแหละ
อะไรที่คนเรายังมองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี ที่จริงมันอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
ดังนั้น คนเราจึงไม่ควรด่วนสรุปอะไรด้วยการอาศัยเพียงความรู้ที่ตนมีอยู่เท่านั้น
โลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ แต่สิ่งที่อยากรู้นั้นจะมีประโยชน์ต่อเราจริง ๆ หรือไม่อันนั้นอีกเรื่องนึง จริงมั้ย...

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เห็นผีทุกวันเลยไปไหก็เจอเป็นอะไรหรือค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แล้วถ้าบางครั้งเราชอบแอบคุยโทรสัพแล้วตาฝาดเห็นแขนคนมาสะกิดเราในกระจกทั้งๆที่เราไม่รู้สึก แล้วสักพักพ่อเราก็มา หรือบางครั้งชอบเห็นเหตุการณ์บางเหตูการณ์แล้วจะมีความรู้สึกเหมือนมันเคยเกิดขึ้นหรือภาพนี้เคยอยู่ในหัว บางครั้งเราก็ตาฝาดเห็นนางกวักหันมามองหน้าเรา เราผิดปกติรึป่าว ?

Tboon กล่าวว่า...

เห็นยังไง ?

Tboon กล่าวว่า...

มันก็เป็นไปได้หลายอย่าง อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว การทำพูดคิดของเราเป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือเท่าเดิม หรือแย่ลง ถ้าเห็นแล้วชีิวิตของเราดีขึ้น จิตใจพัฒนาดีขึ้นอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้าเห็นแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลง ยังคงเท่าเดิมหรือบางทีทำให้แย่ลงกว่าเดิม คือกลายเป็นความหมกมุ่นครุ่นคิดฟุ้งซ่าน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ปล่อยวางมันไปซะ ช่างมันไร้แก่นสารสาระ อย่าไปเก็บเอามาคิดให้ยุ่งรกรุงรังจิตใจจะดีกว่า

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมเห็นผีบ่อยๆอย่างใช่สัมพัสที่6รึป่าวคับ

dreu กล่าวว่า...

ผมอยากรู้ว่าวิธีใดจึงจะได้สัมพัสที่6มา =+=

Tboon กล่าวว่า...

@dreu ลองสัมผัสวัตถุมงคลต่าง ๆ ดูก่อนก็ได้ ก่อนจับลมหายใจเป็นอย่างไร หนักเบาอย่างไร สังเกตให้ชัด พอจับวัตถุมงคลปั๊บ ลมหายใจเป็นอย่างไร หนักเบา เหมือนเดิมหรือไม่ หายใจคล่องขึ้น หรือฝืดหนัีกกว่าเก่า อันนั้นเป็นตัวบอกเราได้อย่างหนึ่งว่า อย่างน้่อยต้องมีพลังงานอย่างหนึ่งเข้ามากระทบกับเรา ต้องหมั่นสังเกตให้ชัด เรารู้ชัดด้วยสภาวะอารมณ์แบบไหน การรู้ชัดอันนั้นแหละเอาไปใช้ได้ครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

การที่สามารถได้ยินเสียงที่คนอื่นคิดอยู่ในใจและการฝันล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหรือบางครั้งก็รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้เหมือนเคยเกิดขึ้นกับเราแล้วนั้นเป็นสัมผัสที่หกรึเปล่าค่ะ

Tboon กล่าวว่า...

ถ้าพิสูจน์ได้ว่าตรง เป็นความจริงอย่างที่รู้เห็นล่วงหน้าหรือรับรู้ได้ ก็แสดงว่า เป็นการทำงานของผัสสะทางใจ (อายตนะที่ ๖) จริงครับ ต้องลองพิสูจน์ดูก่อน อย่าเพิ่งเชื่อ แม้พิสูจน์ได้ว่าจริง ก็อย่าเพิ่งเชื่อเสียทุกครั้งไป ของพวกนี้บางทีมันก็มีความไม่แน่นอน อยู่ที่สภาพจิตใจของเราจะเคลียร์ได้หมดจดแค่ไหนนะครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

การที่รู้สึกว่ามีคนตามเราตลอดเวลาหรือบางทีก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหรอบางครั้งก็ฝันเห็นวิญญาณมาอส่วนบุญบางครั้งเวลานั่งสมาธิก็ได้กลิ่นเหมือนธูปหอมลอยมาทั้งที่ตอนนั่งสมาธฺไม่จุดธูปหรือทำอะไรเลยบางครั้งก็ได้กลิ่นเหม็น

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พี่ๆครับ และการที่ได้ยินเสียงต่างๆนี่เป็นสัมผัสที่ ๖ ด้วยไหมครับ ? คือผมสงสัยมานานแล้วน่ะครับ นั่งอยู่คนเดียวก้อเหมือนมีคนมานั่งคุยด้วย ยังไงผมขอคำแนะนำด้วยนะครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ตั้งสมาธิดีๆ และต้องมีสติค่ะ

Tboon กล่าวว่า...

ถ้าสัมผัสได้จริง แล้วรู้จักวางเฉย ไม่ไปยินดียินร้ายกับมัน ของมันเกิด ๆ ดับ ๆ เกิดดับ ๆ อยู่อย่างนั้น มีแล้วหายไป หายแล้วกลับมา มี ๆ หาย ๆ เป็นของมันอยู่อย่างนั้น สติปัญญาพิจารณาเห็นและเข้าใจความเป็นธรรมดาของมันตามความเป็นจริงได้ มันก็จะค่อย ๆ ปล่อยวางได้ ต่อไปทีนี้จะรู้ชัดกว่าเก่า รู้อย่างรอบคอบรอบด้านมากกว่าเก่าอีก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะวันพระ บางครั้งก็รำคาญมากเลยค่ะ เค้ามาอำแบบไม่ได้หลับ ได้นอนเลย แต่ก็เจอในรูปแบบที่พอรับได้ ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในหนัง

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดิฉัน เกิดวันอังคาร เดือนสิบ ปีฉลุ ตามตำราจีนบอกว่าจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้มาก จริงหรือค่ะ (เจอเยอะจริงๆ )

Tboon กล่าวว่า...

ติดต่อได้ก็เป็นเครื่องทำให้รู้ครับว่า ภพภูมิมีจริง ไม่ได้มีแค่ภพภูมิมนุษย์อย่างเดียว ตายแล้วไม่สูญ ตราบใดยังมีเหตุมีปัจจัยส่งผลอยู่ ย่อมต้องไปที่ใดที่หนึ่งแน่นอนครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกนำออกโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมเป้นคนที่รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นๆได้ดีซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจในตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรับรู้ความรู้สึกนั้นมาได้
แต่ไม่ใช่ว่าผมจะรับรุ้ความรู้สึกได้ทุกๆคนนะครับผมจะรับรู้ความรู้สึกของคนที่เป็นทุกข์และคนที่คิดร้ายกับผมได้เท่านั้นและอีกอย่างคือ เวลาผมไปที่ไหนที่ๆผมไม่รู้จักหรือที่ๆมีประวัติไม่ดีๆความรู้สึกของผมมันก็สามารถรู้สึกได้เช่นกันแบบนี้เรียกว่าอะไรหรือครับ

Tboon กล่าวว่า...

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ลองนึกถึงตอนที่ทหารเขาเดินสวนสนามกัน เขาเดินกันเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ดูมันก็ไม่ขัดตา บางทีก็ดูไปเพลิน ๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมีใครสักคนหนึ่ง ไม่เดินตามระเบียบ เดินส่ายไปส่ายมาบ้าง สลับก้าวเท้าขวาเป็นซ้าย ซ้ายเป็นขวาบ้าง เดินไปชนเพื่อนบ้าง แถวมันก็สะดุด หรือใส่เสื้อสีไม่เหมือนชาวบ้านเขาปั๊บ มันจะเห็นชัดทันที จุดสนใจจะไปอยู่ตรงนั้นทันที

จิตคนเราก็เหมือนกัน ถ้ากระแสจิตเราราบเรียบอยู่ดี ๆ แล้วมีใครสักคนหนึ่งที่กระแสจิตแรงด้วยอำนาจความรู้สึกใด ๆ ก็ตาม มาใกล้ ๆ มันมีโอกาสที่เราจะรับรู้ได้แน่นอน เพราะความผิดปกติมันมีครับ

คือถ้ากระแสจิตมันต่างจากที่เราเป็นอยู่ตามปกตินี่ มันจะรู้สึกได้ ถ้าเราเป็นคนขี้หงุดหงิดขี้โมโห แล้วเราไปใกล้สถานที่ที่คนใจเย็น ๆ เขาอยู่กัน เช่น พระสงฆ์องค์เจ้า ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราก็อาจจะรู้สึกว่ามันเย็น ๆ สบาย ๆ สบายใจดี เป็นต้น

แต่ถ้าเราสบาย ๆ อยู่แล้ว แล้วไปอยู่ที่ ๆ มีความสบาย ๆ เหมือนกัน ระดับคลื่นเดียวกัน ก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเลยก็ได้ เราก็จะไม่รู้สึกอะไร เป็นเหมือนกับสัมผัสอะไรไม่ได้ เพราะแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นอะไร ถ้าจะแยกให้ได้จริง ๆ คงต้องฝึกสติสัมปชัญญะให้ชำนาญ จะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างได้ละเอียดลออขึ้นครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

หนูอายุ 17 ปีตอนนี้เรียนอยู่ ม.5หนูชอบฝึกนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็กไม่ค่อยจิงจังเท่าไหร่นักเมื่อไม่นานมานี้หนูก้กลับมาฝึกสวดมนต์เจริญภาวนา และฝึกนั่งสมาธิ
ก้ทำให้หนูไดพบสิ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อนคือ ตอนแรกหนุได้กลิ่นเป็นธูปหอมและอีกไม่นานนักในคืนวันหนึ่งซึ่งก็ดึกมากแล้วแต่หนูก็ไม่ง่วงก็สวดมนต์ ทำสมาธิเป็นปกติ แต่อยู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางเป็นจำนวนมากแต่ไม่ชัดเลยไม่คิดอะไร แต่ไม่นานก้เริ่มได้ยินชัดขึ้นเหมือนเสียงที่ทรมานมากวันนั้นหนูว่าจะนอนแล้วทั้งที่ได้ยินแต่มันนอนไม่หลับจิงๆเลยลุกจากที่นอนมาแผ่ส่วนกุศลให้เค้าถึงจะหลับได้วันนี้ได้รุูแล้วว่าสิ่งที่เราไม่เห็นมันไม่ได้แปลว่าไม่มี แต่หนูก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเห็นมั้ย เฮอะ...บ่งตงยังไม่ชินเล้ยหนลุก ตอนนี้มายังไม่ครบ กลิ่น เสียง เเละกาย

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดิฉันชอบได้ยินเสียงแปลกๆเช่นเสียงคนคัยกัยใกล้ๆทั้งๆที่ไม่มีใครยุด้วยเลย
ได้เห็นอารายแว็บๆทั้งๆที่ยืนล้างจานยุ
เวลานอนจะเจอเรื่องแปลกเสมอ เช่น ฝันว่าไปสถานที่ต่างๆโดยที่เราไม่เตยไปเลย อย่างเช่นวันนี้ดิฉันนอนยุเวลาน่าจะประมานเที่ยงกว่าๆนะค่ะ ฝันว่า ดิฉัน(ในความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องน้ำ พอเดินออกจากฟ้องน้ำ เห็นเตียงนอนและทีวี มีผ้าห่ม เห็นคนเหมือนเด็กอ่ะค่ะอยู่ในผ้าห่ม ในฝันเหมือนเค้าจะมาทำหน้าหลอกให้ฉันกลัวแต่ดิฉันก็กลัวมากในฝันเลยหลับตาค่ะ ในฝันดิฉันนึกขึ้นมาได้ว่า ต้องท่องอารายสักอย่างให้หลุดจากฝัน ก็เลยท่องนะโมก่อนค่ะ เหมือนเค้าท่องตามเราอ่ะค่ะ อยู่ดีๆฉันก็ท่องอิติปิโสค่ะ พอสักพักก็หายค่ะ แล้วดิฉันก็ตื่น พอตื่นมาดิฉันเลยนั่งสมาธิแพร่เมตตาให้กับเค้าค่ะ ดิฉันคิดว่าเค้าคงมาขอส่วนบุญค่ะ ยังมีอีกหลายอย่างค่ะที่เคยได้สัมผัสจนทุกวันนี้กลัวบ้างชินบ้างแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่รุ้จะทำยังไงดี ช่วยตอบทีได้ไหมค่ะ..ร้อนใจมากค่ะ

Tboon กล่าวว่า...

พอจิตเป็นสมาธิแล้ว นิมิตมันหายได้นะ ฝันอยู่ยังตื่นได้เลย ถ้าสมาธิมัีนมีขึ้นมา อย่างสวดอิติปิโสฯ นี่ บทยาวหน่อย มันต้องใช้สมาธิในการสวดนานมากกว่าจะสวดจบ สวดนะโมฯ สั้น ๆ ใจเรามันรู้อยู่แล้ว ว่าอันไหนยาวกว่าอันไหน มันก็ประเมินพลังสมาธิที่จะใช้ ความตั้งใจที่จะสวดให้จบ ซึ่งแต่ละอันประเมินแล้วใช้ไม่เท่ากัน ดังนั้น บางทีพอเริ่มสวดบทยาวหน่อย หรือบทที่รู้สึกว่าขลังกว่า ก็ได้ผลตั้งแต่เริ่มเลยก็มี เพราะดึงพลังใจมาเพื่อจะใช้มาก คือใจมันตั้งไปก่อนแล้ว

----------

ทีนี้ที่บอกว่า ยังไม่รู้จะทำยังไงดี ผมก็ยังไม่ทราบว่า ตกลงคุณเป็นทุกข์หรือเป็นสุขกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นทุกข์ ไม่อยากสัมผัส ก็อย่าเอาใจไปใส่มัน อย่าเอาความรู้สึกไปตั้งไว้ที่มัน ดูใจตนเองอย่างเดียวก็จบครับ แต่ถ้าชอบก็ว่ากันไป ต้องค่อย ๆ ดูไปในแต่ละกรณี ช่วยได้เท่าที่ช่วย ถ้าไปยุ่งมาก เหนื่อยครับ ยิ่งกำลังสติปัญญาเราน้อย อ่อนประสบการณ์ ไปอินกับเขามากเราก็ทุกข์มากเช่นกันครับ

Tboon กล่าวว่า...

หนูอายุ 17 ควรหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้จริงเป็นกัลยาณมิตร สอนปฏิบัติให้ จะดีนะครับ..

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คือว่า.... ตอนนั้นเป็นตอนเย็นหนูมองไปที่ว็อกเกิลเนตนารีของหนู หนูนึกอยู่ในใจว่ามันต้องหายแน่ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะค่ะ อยู่ๆหนูก็นึกขึ้นมาเฉยๆ จากวันนั้นก็ไม่มีอะไร พอรุ่งเช้านะค่ะ เป็นวันลูกเสือ หนูจำได้ว่าไม่ได้เลื่อนว็อกเกิลเลย
พอตื่นขึ้นมา มาดูว็อกเกิล นะค่ะ หายอย่างที่คิดเอาไว้จิงๆค่ะ ก็ไม่รู้ทำไมอ่ะนะค่ะ แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งค่ะ ตอนนั้นหนูนอนกางมุ้งแล้วก็เอาพัดลมมาไว้ในมุ้ง หนูนอนได้ซักพัก ก็ได้ยินเสียงตู้เย็นเปิด แต่หนูก็ไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ
ก็คิดว่าอาจจะเป็นยายที่มากินน้ำตอนดึก แต่มีเหตุการณ์ที่หนูมั่นใจว่าไม่ใช่ยายนั้นก็คือ......... เสียงหนังสือในห้องของหนูเปิดค่ะ เหมือนคนเปิดหนังสืออย่างเร็ว บางทีก็ช้า
ห้องนั้นหนูนอนคนเดียวค่ะ และก็เปิดพัดลมเบอร์หนึ่งด้วยค่ะ พัดลมไม่ได้หมุนแล้วหนังสือกับพัดลมก็อยู่คนละฝั่งกันเลย หนูนอนเหงื่อแตกหัวใจเต้นแรง ทั้งๆที่ตอนนั้นอากาสก็หนาว แต่หนูก็นอนเหงื่อแตก จนหลับไป ตื่นเช้ามาหนังสือก็ยังวางอยู่เหมือนเดิม และหนูก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่ความฝัน....................

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เวลา ผมไปวัดพระมัก จะเรียกผมไปหาและ บอกว่า คุณเป็้นคนมีสัมผัสที่สามนะ ทำไมไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ มันคืออะไรครับ

Tboon กล่าวว่า...

^^
เหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ถือเสียว่า เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งก็พอนะ มันมีได้ก็หายได้ มีเกิดมีดับเป็นธรรมดา เหมือนน้ำมีไหล ไฟมีดับ มดขึ้นขนม ลมพัดเป็นบางเวลา ฝนตก อะไรประมาณนั้น มองให้เป็นเรื่องของธรรมชาติไป

^
เจตนาของพระท่านคง เพื่อทักทายเฉย ๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่า ท่านรู้ สัมผัสพวกนี้จริง ๆ แล้ว มีเป็นธรรมชาติกันอยู่แล้ว ขอเพียงมีสติรู้เท่าทัน มีสมาธิตั้งมั่นพอ และรู้จักสังเกตก็จะเห็นการทำหน้าที่ของเขาได้ชัดเจนขึ้น ถ้าอยากให้เห็นชัดเจน ต้องหมั่นฝึกสติให้รู้สึกตัวได้เร็วได้ไวบ่อย ๆ เดี๋ยวรู้ชัดเองครับ :)

Tanawat Laoarun กล่าวว่า...

ละการฝันถึงเหตุการณ์ อีก 2วันมันเกิดขึ้น ละเราไม่รุ้สึกตกใจละครับ เปนยังไง เปนบ่อยมาก ละ ตอนนี้ผมเปนพระ ผมนั่งสมาธิได้ไม่นานเนื่องจาก เข่าเคยเอนฉีก แต่เดินจงกลม ตอนทุ่มกว่า ท่อง พุธโท ตั่งสมาธิแต่กลับ มีภาพ ผู้หญิง แวบ ขึ้นมาในหัว ละรุ้สึกขนลุกทั้งที่อยุ่มา 2เดือนแล้ว ไม่เคยรุ้สึกกลัว ที่วัดเปนป่าช้าสมัยโบราณมีแต่พวกตายโหง ตายท้องกลม หลวงพ่อหรืออาจารย์ท่านก่อไม่ยอมบอกผมบอกแต่ ให้เดินต่อไป ท่านเปนศิตหลวงตามหาบัวรุ้นใหญ่ ท่านรุ้แต่ท่านไม่บอก ใช่สัมผัสที่6ไหม ถามหลวงพ่ออีกรูปที่อยู่ด้วยกัน ท่านก่อบอกใช่ พอบอกกับพระหมู่คณะก่อหาว่าผมจิตปลุงแต่ง แต่พวกดูถูกผมไม่มีใครกล้ามาอยุ่วัดนี่ ยิ่งเดินจงกลม ยิ่งนั่งสมาธิ นับวันยิ่งเห็นขึ้นทุกวัน จนเริ่มกลัว หรือมันเกี่ยวกับ วันตกฝากของผม ผมเกิด 15ค่ำเดือน12 พอดี วานผู้รู้ช่วย บอกผมหน่อย

Tboon กล่าวว่า...

กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ ถ้าประมวลกันตามหลักของธรรมแล้ว ก็พอพิจารณาได้ว่า การที่แต่ละท่านเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีวิบากกรรมที่กระทำมา แตกต่างกันไป ทำให้ได้พานพบสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน โจทย์ในการฝึกจิตฝึกธรรมของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปตามความหนักเบา ความเคยชิน ความมากน้อย ในการกระทำที่ผ่าน ๆ มานั้นเอง คนสั่งสมความมีอุปนิสัยความเคยชินเช่นใดไว้มาก สิ่งนั้นย่อมปรากฏเป็นปกติ มากกว่าคนที่ไม่มีอุปนิสัยในทำนองเดียวกันนั้น และผู้ใดก่ออุปนิสัยความเคยชินเช่นใดไว้มาก ก็ย่อมต้องเจริญสติตามเรียนรู้ตามทำความเข้าใจ และตามแก้ไขข้อผิดพลาดในความเคยชินของสิ่งเหล่านั้นมากไปด้วยเช่นกันครับ..กราบนมัสการมาด้วยความเคารพครับ

Tanawat Laoarun กล่าวว่า...

วันนี้ผมได้รุ้แล้ว หลังจากนั่งกรรมฐาน ได่เห็นหนาผู้หญิงคนนั้นชัดมาก ละก่อมารุ้ว่าเป็นญาติกัน ที่มาขอรับ บุญกุศลที่ผมบวช ละต่อๆมา ก็เห็น เป็นเงา ของ พวกนัดเลงที่ตายโหงละฝังไว้ใน ป่าช้านี่ จนชิน เพราะพวกเคเาแค่มารอรับส่วนบุญหลังจากผมเดินจงกลมเสด ใครอ่านแล้ว หลัง นั่งสมาธิ ก่อแผ่เมตตา ให้ .... ด้วยนะไม่ใชานั่งเสดละลุก เลย ^^

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แบบนี้เขาเรียกว่าอาการอะไรครับ จิตปรุงแต่ง หรือ จิตสัมผัสครับ
หลายครั้งละครับ เพิ่งเป็นไม่นานมานี้ อาการชาขาทั้งสองข้าง หลังจากทำบุญครับ หรือไปจับวัตถุที่ทำการปลุกเสกขึ้นมา ที่ไม่ใช่ของตนเอง ล่าสุดไปไหว้เจ้าที่ครับ อาการนี้ก็มา ระยะเวลาการชาขาประมาณ 20-30 นาที ได้ครับ หลังจากนั้นหายเป็นปกติครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ชอบฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าแต่เห็นเป็นภาพและลักษณะจะปรากฎเหมือนจริงทุกอย่าแต่จะเห็นเวลาฝันและภาพที่เห็นในฝันก็ปรากฎขึ้นไม่นานและพอเห็นภาพในความฝันแบบนี้ลักษณะเหตุการณ์ที่เห็น เช่นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ในฝันใส่เสื้อผ้าสีเดียวลักษณะตรงตามฝันทุกอย่าง เหตการณ์แบบนี้เป็นมาตั้งแต่จำความได้ และอยากทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่กล้าบอกหรือเล่าใครเพราะกลัวเขาจะหาว่าเราบ้า ใครรู้ช่วยตอบให้ทีนะค่ะอยากทราบมาก

Tanawat Laoarun กล่าวว่า...

อาการชา นี่อาจจะเผนเพราะความเกรงของร่างกายและจิจใจรึเปล่าผมไม่แน่ใจนะหรือมีบางคนก่อบอก ว่าเป็นการแจ้งว่าเค้าได้รับสิ่งที่เราให้ แต่บางคนที่จึบ วัตถุเช่น พระ ตระกรุต มีคนบอกผมว่า มันเป็นการที่เราสามารถจับ คลื่นบางอย่างในนั้นได้ ของผมมันเป็นแบบ แรงกระตุ้นไปที่เส้นเลือดละก่อขนลุก แต่ละคนไม่เหมือนกัน ลองเอา พระ2 องค์มาจับดุครับ หาความแตกต่าง พระเก่าๆ กับ พระที่เช่าจากวัด ใน กทม จะเห๋นความแตกต่าง เพราะพระแถว กทม แทบไม่ได้ปลุกเสกอะไรเลย ผมบอกได้แค่นี้แหละ ผมถามคนเก่าแก่ แถงบ้านผมมา &&

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

การที่เรานั่งสมาธิแล้วเห็นภาพร่างๆ คล้ายถนนบ้าง คนบ้าง สถานที่ไม่เคยเห็นบ้าง จะเห็นในช่วงเวลาอันสั้นครับ แต่ไม่ได้คิดเองว่าต้องเป็นภาพนี้ คืออะไรเหรอครับ

และอยากรู้เทคนิควิธีการทำให้การนั่งสมาธิสงบที่สุดครับ แบบไม่ต้องคิดอะไร จิตอยู่กับเราตลอด ไม่ไปเที่ยวที่ไหน
ไม่รู้ว่าตรงกับความหมายว่า จิตว่างไหมครับ รบกวนอธิบายให้หน่อยครับ
ขอบคุณครับ

Tboon กล่าวว่า...

เอาสติไปรู้ทันมายา บ่อย ๆ เป็นหนทางเริ่มต้น มายาคือสิ่งที่ทำให้หลงเพลิน..ขาดสติไป จม ลอย ฟู แฟบ หลง ลืม หมกมุ่นได้ง่าย มีสติรู้ทันบ่อย ๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คือ...
ตอนนี้เรากำลังสับสนกับตนเองว่า ทำไมเราถึงรู้ว่าเขาคิดอะไร แล้วทำไมเราถึงคิดไม่เหมือนคนอื่น ทำไมความคิดของเราไปถามคนอื่นแล้วไม่มีใครเข้าใจเราเลย หลายคนที่มาหาเรา เขาต้องหอบปัญหามาให้เราช่วยแก้ ทำไมเขาไม่ถามคนที่เขาไว้ใจที่สุด ปัญหาที่เขานำมาแก้ มันทำให้ฉันรู้ถึงคนเรา ว่ามีชีวิตความเปนอยู่ยังไง และฉันก้อได้รู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ทำไมต้องทำอย่างนั้น ถึงตอนนี้ฉันจะอายุน้อยในสายตาทุกคน แต่สิ่งที่ฉันคิดในตอนนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่หลายๆคนยังไม่เข้าใจ...

Tboon กล่าวว่า...

มันเป็นเรื่องของผัสสะที่มากระทบ เกิด ๆ ดับ ๆ เช่นนั้นเอง อย่าไปเอามาใส่ใจเป็นอารมณ์ หลงมายาจะพาทุกข์ หนักอกหนักใจไปเสียเปล่า ๆ ฝึกสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริงบ่อย ๆ ก็พอ เอาชนะกิเลสในใจไหวไหม..

tam กล่าวว่า...

หนูนั่งสมาธิเเล้วเห็นคนยื่นหน้ามาใกล้ๆเเล้วกรี๊ดเเต่ไม่มีใครได้ยิรเสียง

tam กล่าวว่า...

หนูรู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามพอหันหลังไปก็ไม่มีใครตอนกลางคืนเหมือนมีคนจับต้นขาเวลาหยี่ตาตอนกลางคืนเหมือนเห็นคนเเต่พอเปิดตาก้อไม่มีเคยเอามือจุ่มลงไปในนำเหมือนจับกะโหลกเเล้วก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเเต่พอเปิดตาดูก้อไม่มีอะไรเคยเห็นภาพในปัจจุบันเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนเวลา อยู่บนด่าดฟืาพอลงมานอนได้ยินเสียงคนอยู่บนดาดฟ้านานๆจะได้ยินเสียงคนสวดมนต์เป็นเหมือนภาษาอินเดียเเต่มองไปรอบๆก้อไมมี

Tboon กล่าวว่า...

ถือเป็นบททดสอบใจเรา ว่าจะหนักแน่นมั่นคง หรือว่า วอกแวกขนาดไหน ถ้ามั่นคงพอก็ผ่านพ้นไปได้ ถ้ายังไม่..ก็สอบซ้ำ ๆ จนกว่าจะผ่านนั่นเอง

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมมีสัมผัสพิเศษที่คนมีณา
ณสูงก็ไม่รู้ผมเจอกับตัวเองผมรถลงพวกประกันเลยมาตรอสอบด้วยวิธีที่ไช้วิทยาศาสานผมอยากละบายเลยเขียนมาพูดไห้คนที่ไม่กลัวเวกำได้รู้ผมดูโลกเราในลูกแก้วไครจะเชื่ิอก็ได้ผมอยากเจอคนเก่งกว่า
ผมอูย่บ้านดอนยุงอำเภอกมมาลาไสยมีปัญหาแก้ไห้ได้

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สวัสดีึคะ เมื่อไม่นานม่านีหนุได้ยินเสียงการ้องหลังบ้านแต่ไม่มีใครได้ยินนอกจากหนูแล้ววไม่นานยาตนูก็ตายเขาเรียกว่ามีสัมผัสที่6ไหมคะ

Tboon กล่าวว่า...

ตอบยากครับ.. แต่ถ้าอยากให้สัมผัสดี ๆ ต้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องรับสัญญาณให้ดี ซึ่งในที่นี้ก็คือใจนั่นเอง ชำระใจให้ใสสะอาด ปราศจากอคติ ความกังวลใด ๆ ทั้งปวง รักษาใจให้เป็นปกติ เวลาอะไรมากระทบใจ จะได้แยกออก เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น แต่ใจมันสัมพันธ์กับกายอยู่นะ ถ้ากายหมกมุ่นครุ่นคิดมากเกินไป ก็พลอยทำให้ใจก็ไม่ปลอดโปร่งเหมือนกัน

กัลยรัตน์ ทินบุตร กล่าวว่า...

เรามีสอบแล้ว อยู่ๆก็นึกได้ว่าเราต้องเกือบติดแน่ๆเลยพอวันต่อมาแม่บอกว่าเราเกือบติดเหมือนกับที่เรานึกไว้ไม่มีผิด เป็นแบบนี้หลายครั้งแล้วค่ะ เลยอยากรู้ว่าเรามีสัมผัสที่ 6 รึป่าวแล้วถ้ามีเราจะบริหารจิตยังไงให้แข็งแกร่งขึ้น

หน้าเว็บ